สมัครบัตรเครดิตไม่ให้ติดกับ 10 ข้อแม้ลับสถาบันการเงิน



บัตรเครดิตกับ 10 ข้อแม้ที่ลูกค้าไม่รู้

บัตรเครดิต หรือการสมัครธุรกรรมการเงินใดๆ เป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องอ่านข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วน แต่บางครั้งปัจจัยเรื่องเวลาก็ทำให้เราก็ลืมศึกษาข้อตกลงและเงื่อนไขเหล่านั้นอย่างละเอียดก่อนสมัคร ทำให้พบกับปัญหาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างการใช้งานบัตรเครดิตเหล่านั้น จนทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่าย และเสียเวลาโดยใช่เหตุ วันนี้เราจึงรวบรวม 10 เงื่อนไขที่อาจทำให้ผู้สมัครบัตรเครดิตเข้าใจผิดได้ง่ายๆ


1. สถาบันบัตรเครดิตไม่รับผิดชอบต่อสินค้าหรือบริการที่บกพร่อง


ถ้าพบปัญหาในสินค้า หรือบริการที่ลูกค้าเพิ่งใช้บัตรเครดิตชำระเงินไป ลูกค้าจำเป็นต้องแจ้งไปที่สถาบันที่ออกบัตรเครดิตหรือร้านค้านั้นๆ เพื่อระงับการชำระเงิน และขอเงินคืนภายใน 45 วันนับตั้งแต่วันซื้อสินค้า อย่างไรก็ตาม ลูกค้าต้องร้องเรียนร้านค้าเอง โดยสถาบันบัตรเครดิตจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น

2. เจ้าของบัตรเครดิตหลักต้องรับผิดชอบยอดจากบัตรเสริมด้วย


เมื่อลูกค้ายินยอมให้ใครสักคนเปิดบัตรเสริมร่วมกันแล้ว แปลว่า ทั้งลูกค้าและผู้ถือบัตรเสริมนั้นยินยอมใช้ข้อตกลงการใช้บัตรเครดิตร่วมกัน รวมถึงรับผิดชอบหนี้ร่วมกัน ดังนั้น ถ้าผู้ถือบัตรเสริมไม่ยอมจ่ายยอดชำระแล้ว ผู้ถือบัตรหลักก็ต้องรับผิดชอบแทนนั่นเอง

3. ธนาคารหักบัญชีเราเพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตได้โดยไม่แจ้งล่วงหน้า

ถ้าเรามีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือกระแสรายวันเดียวกับธนาคารที่ออกบัตรเครดิต และกำหนดให้ชำระหน้ำเครดิตจากบัญชีนั้นๆ โดยอัตโนมัติ จะสังเกตได้ว่า หนังสือยินยอมให้หักบัญชีเงินฝากที่ธนาคารให้เราเซ็นต์นั้นครอบคลุมถึงการยินยอมให้หักดอกเบี้ยและค่าปรับต่างๆ จากบัญชีดังกล่าวด้วย

4. สถาบันการเงินมีสิทธิ์เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือบัตรเครดิตโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

ในเอกสารสมัครบัตรเครดิตจะมีหนังสือยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลแนบมาด้วยเสมอ ทำให้สถาบันการเงินที่เราสมัครบัตรเครดิตสามารถเปิดเผยทั้งข้อมูลส่วนตัว และสถานะทางการเงิน ทั้งจากการติดต่อสอบถามจากสถาบันเองและนิติบุคคลที่ทางสถาบันอนุญาตอีกด้วย

5. สถาบันมีสิทธิ์อายัติหรือยกเลิกบัตรเครดิตของเราได้

เมื่อใดก็ตามที่ลูกค้าผิดเงื่อนไขการเป็นผู้ถือบัตรเครดิตที่ดี สถาบันการเงินและธนาคารสามารถยกเลิกหรืออายัติบัตรเครดิตของลูกค้าได้ทันที ทั้งการผิดนัดชำระบัตรเครดิตหรือหนี้สินเชื่ออื่นๆ เกิน 3 เดือน , มีการทุจริตผ่านบัตรเครดิต , มีการปลอมแปลงเอกสาร รวมถึงอีกหลากหลายกรณีที่ทางสถาบันจะอายัติบัตรเครดิตโดยอัตโนมัติ

6. ถ้ายอดการใช้จ่ายไม่ถูกต้อง ต้องแจ้งภายใน 60 วัน

เพราะสถาบันการเงินจะต้องส่งใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายหรือ Statement มาให้ลูกค้าตรวจสอบล่วงหน้า 10 วันขึ้นไปก่อนวันกำหนดชำระ ถ้าพบว่า มีรายการที่ไม่ถูกต้อง ลูกค้าต้องแจ้งทางสถาบันภายใน 60 วันตั้งแต่วันที่ได้รับใบแจ้งยอดค่าใช้จ่าย

7. ผู้ถือบัตรเครดิตต้องรับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเอง

ในกรณีที่มีการใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ ผู้ถือบัตรเครดิตจะต้องยอมรับอัตราค่าความเสี่ยงในการแปลงสกุลเงินซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 2-2.5% ของยอดการใช้จ่ายในต่างประเทศ โดยในแต่ละรอบบิล สถาบันจะแปลงสกุลเงินเหล่านั้นเป็นสกุลเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนของบริษัทบัตรเครดิตอย่าง VISA , Mastercard , JCB ที่ขึ้นลงอยู่เสมอ

8. ลูกค้าต้องแจ้งอายัติบัตรเครดิตทันทีที่สูญหาย

ถ้าบัตรเครดิตสูญหาย ลูกค้าจะต้องแจ้งอายัติบัตรเครดิตโดยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองต้องรับผิดชอบในกรณีที่มีผู้อื่นนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ในระหว่างการอายัติ แต่ถ้าสถาบันการเงินพบว่า ลูกค้ามีส่วนรู้เห็นในการใช้จ่ายหลังการแจ้งอายัติ หรือเกินขึ้นหลังจากการแจ้งอายัติภายใน 5 นาที ลูกค้าเจ้าของบัตรเครดิตก็ต้องชำระค่าใช้จ่ายเช่นกัน

9. บัตรเครดิตที่หมดอายุต้องรีบแจ้งยกเลิก

ถ้าต้องการยกเลิกบัตรเครดิต ลูกค้าต้องแจ้งกับทางสถาบันการเงินก่อนวันหมดอายุ 30 วันเป็นอย่างน้อย ไม่เช่นนั้นทางสถาบันจะต่ออายุบัตรเครดิตใหม่ให้ทันที และลูกค้าจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการออกบัตรใหม่ด้วย

10. ความยุ่งยากในการยกเลิกการผูกบัตรเครดิต

ถึงแม้ว่าการหักบัญชีบัตรเครดิตจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าในการชำระค่าใช้จ่ายประจำอย่างจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าโทรศัพท์ แต่ถ้าลูกค้าต้องการยกเลิกบริการดังกล่าว จะต้องติดต่อศูนย์บริการนั้นๆ โดยตรง แตกต่างจากการเปิดบริการหักบัญชีที่สามารถแจ้งสถาบันการเงินได้โดยตรง

เครดิต : checkraka.com

Tags : ทรูวอลเล็ท

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

7-11 มีกี่สาขา?! ในแต่ละประเทศ รวมอันดับ 6 - 10

7-11 มีกี่สาขา?! ในแต่ละประเทศ รวมอันดับ 1 - 5

เติมเงิน Garena อย่างไรไม่ต้องมีบัตรเครดิต